Welcome and thanks for visiting my blog

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561


บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 5
วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
เวลา 11.30 - 14.30 น. 
________________________________

Knowledge (ความรู้)
บูรณาการทักษะรายวิชา
คณิตศาสตร์      : กรอบมาตรฐานคณิตศาสตร์ 
วิทยาศาสตร์      : กรอบมาตรฐานวิทยาศาสตร์ 
สังคมศึกษา       : พัฒนาการ อารมณ์จิตใจ และ สังคม 
พลศึกษา/สุขศึกษา : พัฒนาการการเคลื่อนไหวและจังหวะ 
ศิลปะสร้างสรรค์    : สีเทียน สีน้ำ ฉีกปะ สานร้อย ประดิษฐ์ ร่วมมือ ปั้น 

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 
   ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะแสวงหาความรู้ และแนวทางสำหรับการแก้ไขปัญหา เป็นแนวทางที่พัฒนาขึ้นตามหลักสูตร(SAPA)ของสมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 13 ทักษะ แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ
1.ระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน8ทักษะ เหมาะสำหรับระดับการศึกษาปฐมวัย2.ระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ5ทักษะ เหมาะสำหรับระดับการศึกษามัธยมวัย
    1. ระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ เป็นทักษะเพื่อการแสวงหาความรู้ทั่วไป ประกอบด้วย

ทักษะที่1การสังเกต(Observing)หมายถึงการใช้ประสาทสัมผัสของร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น กายสัมผัส เข้าสัมผัสกับวัตถุหรือเหตุการณ์เพื่อให้ทราบ และรับรู้ข้อมูล รายละเอียดของสิ่งเหล่านั้น โดยปราศจากความคิดเห็นส่วนตน ข้อมูลเหล่านี้จะประกอบด้วย ข้อมูลเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ และรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการสังเกตความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ
– สามารถแสดงหรือบรรยายคุณลักษณะของวัตถุได้ จากการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรืหลายอย่าง
– สามารถบรรยายคุณสมบัติเชิงประมาณ และคุณภาพของวัตถุได้
– สามารถบรรยายพฤติการณ์การเปลี่ยนแปลงของวัตถุได้

ทักษะที่ 2 การวัด (Measuring) หมายถึง การใช้เครื่องมือสำหรับการวัดข้อมูลในเชิงปริมาณของสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลเป็นตัวเลขในหน่วยการวัดที่ถูกต้อง แม่นยำได้ ทั้งนี้ การใช้เครื่องมือจำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัด รวมถึงเข้าใจวิธีการวัด และแสดงขั้นตอนการวัดได้อย่างถูกต้อง
ความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ
– สามารถเลือกใช้เครื่องมือได้เหมาะสมกับสิ่งที่วัดได้
– สามารถบอกเหตุผลในการเลือกเครื่องมือวัดได้
– สามารถบอกวิธีการ ขั้นตอน และวิธีใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้อง
– สามารถทำการวัด รวมถึงระบุหน่วยของตัวเลขได้อย่างถูกต้อง

ทักษะ ที่ 3 การคำนวณ (Using numbers) หมายถึง การนับจำนวนของวัตถุ และการนำตัวเลขที่ได้จากนับ และตัวเลขจากการวัดมาคำนวณด้วยสูตรคณิตศาสตร์ เช่น การบวก การลบ การคูณ การหาร เป็นต้น โดยการเกิดทักษะการคำนวณจะแสดงออกจากการนับที่ถูกต้อง ส่วนการคำนวณจะแสดงออกจากการเลือกสูตรคณิตศาสตร์ การแสดงวิธีคำนวณ และการคำนวณที่ถูกต้อง แม่นยำ
ความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ
– สามารถนับจำนวนของวัตถุได้ถูกต้อง
– สามารถบอกวิธีคำนวณ แสดงวิธีคำนวณ และคิดคำนวณได้ถูกต้อง

ทักษะที่ 4 การจำแนกประเภท (Classifying) หมายถึง การเรียงลำดับ และการแบ่งกลุ่มวัตถุหรือรายละเอียดข้อมูลด้วยเกณฑ์ความแตกต่างหรือความสัมพันธ์ใดๆอย่างใดอย่างหนึ่ง
ความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ
– สามารถเรียงลำดับ และแบ่งกลุ่มของวัตถุ โดยใช้เกณฑ์ใดได้อย่างถูกต้อง
– สามารถอธิบายเกณฑ์ในเรียงลำดับหรือแบ่งกลุ่มได้

ทักษะที่ 5 การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา (Using space/Time relationships)
สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างที่วัตถุนั้นครองอยู่ ซึ่งอาจมีรูปร่างเหมือนกันหรือแตกต่างกับวัตถุนั้น โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 มิติ คือ ความกว้าง ความยาว และความสูง ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถุ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 มิติ กับ 2 มิติ ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับวัตถุหนึ่ง
ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุกับเวลา ได้แก่ ความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของวัตถุกับช่วงเวลา หรือความสัมพันธ์ของสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนไปกับช่วงเวลา
ความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ
– สามารถอธิบายลักษณะของวัตถุ 2 มิติ และวัตถุ 3 มิติ ได้
– สามารถวาดรูป 2 มิติ จากวัตถุหรือรูป 3 มิติ ที่กำหนดให้ได้
– สามารถอธิบายรูปทรงทางเราขาคณิตของวัตถุได้
– สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ 2 มิติ กับ 3 มิติได้ เช่น ตำแหน่งหรือทิศของวัตถุ และตำแหน่งหรือทิศของวัตถุต่ออีกวัตถุ
– สามารถบอกความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของวัตถุกับเวลาได้
– สามารถบอกความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงขนาด ปริมาณของวัตถุกับเวลาได้

ทักษะที่ 6 การจัดกระทำ และสื่อความหมายข้อมูล (Communication) หมายถึง การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต และการวัด มาจัดกระทำให้มีความหมาย โดยการหาความถี่ การเรียงลำดับ การจัดกลุ่ม การคำนวณค่า เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายได้ดีขึ้น ผ่านการเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภูมิ วงจร เขียนหรือบรรยาย เป็นต้น
ความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ
– สามารถเลือกรูปแบบ และอธิบายการเลือกรูปแบบในการเสนอข้อมูลที่เหมาะสมได้
– สามารถออกแบบ และประยุกต์การเสนอข้อมูลให้อยู่ในรูปใหม่ที่เข้าใจได้ง่าย
– สามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย
– สามารถบรรยายลักษณะของวัตถุด้วยข้อความที่เหมาะสม กะทัดรัด และสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย

ทักษะที่ 7 การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นของตนต่อข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผลจากพื้นฐานความรู้หรือประสบการณ์ที่มี
ความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ คือ สามารถอธิบายหรือสรุปจากประเด็นของการเพิ่มความคิดเห็นของตนต่อข้อมูลที่ได้มา

ทักษะที่ 8 การพยากรณ์ (Predicting) หมายถึง การทำนายหรือการคาดคะเนคำตอบ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหรือการทำซ้ำ ผ่านกระบวนการแปรความหายของข้อมูลจากสัมพันธ์ภายใต้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ คือ สามารถทำนายผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากข้อมูลบนพื้นฐานหลักการ กฎ หรือทฤษฎีที่มีอยู่ ทั้งภายในขอบเขตของข้อมูล และภายนอกขอบเขตของข้อมูลในเชิงปริมาณได้

ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ที่จำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัยมี 7 ทักษะ ได้แก่
1. ทักษะการสังเกต (Observation)คือการใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ โดยเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับวัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์อย่างมีจุประสงค์ เช่น การจะหาข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ โดยไม่ใส่ความคิดเห็นของตนเองลงไป

2. ทักษะการจำแนกประเภท (Classifying)คือ ความสามารถในการแบ่งประเภทของสิ่งของ โดยหาเกณฑ์หรือสร้างเกณฑ์ในการแบ่งขึ้น ส่วนใหญ่เด็กจะใช้เกณฑ์ในการจำแนกอยู่ 3 อย่าง คือ ความเหมือน ความแตกต่าง และความสัมพันธ์ร่วม ซึ่งแล้วแต่เด็กจะเลือกใช้(ดังนั้นครุควรถามเมื่อจัดกิจกรรมทั้งนี้เพื่อให้ประเมินเด็กได้อย่างถูกต้อง) ซึ่งเด็กปฐมวัยส่วนใหญ่จะเลือกใช้เกณฑ์ 2 อย่าง คือ ความเหมือน และความต่าง เมื่อเด็กสามารถสร้างความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับความสัมพันธ์แล้วเด็กจึงจะจำแนกโดยใช้ความสัมพันธ์ร่วมได้

3. ทักษะการเปรียบเทียบ (Comparing)คือ การที่เด็กต้องอาศัยความสัมพันธ์ของวัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์ ตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไป บนพื้นฐานของคุณสมบัติที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง เช่น เด็กสามารถบอกได้ว่าลูกบอลลูกหนึ่งมีขนาดเล็กกว่าลูกอีกลูกหนึ่ง นั่นแสดงให้เห็นว่า เด็กเห็นความสัมพันธ์ของลูกบอล คือ เล็ก - ใหญ่ ความสำคัญในการเปรียบเทียบ คือ เด็กจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น ๆ และรู้จักคำศัพท์คณิตศาสตร์ การเปรียบเทียบนับว่าเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนในเรื่องการวัดและการจัดลำดับ

4. ทักษะการจัดลำดับ (Ordering)คือ การส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการจัดลำดับวัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์ ซึ่งเป็นทักษะการเปรียบขั้นสูง เพราะจะต้องอาศัยการเปรียบเทียบสิ่งของมากกว่าสองสิ่งหรือสองกลุ่ม การจัดลำดับในครั้งแรก ๆ ของเด็กปฐมวัยจะเป็นไปในลักษณะการจัดกระทำกับสิ่งของสองสิ่ง เมื่อเกิดการพัฒนาจนเกิความเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วเด็กจึงจะสามารถจัดลำดับที่ยากยิ่งขึ้นได้

5. ทักษะการวัด (Measurement)เมื่อเด็กมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดประเภท การเปรียบเทียบ และการจัดลำดับมาแล้ว เด็กจะพัฒนาความสามารถเข้าสู่เรื่องการวัดได้ ความสามารถในการวัดของเด็ก จะมีความสัมพันธ์กับความสามารถใสนการอนุรักษ์(ความคงที่) เช่น เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับความยาวของเชือกได้ว่า เชือกจะมีความยาวเท่าเดิมถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนทิศทางหรือตำแหน่งก็ตาม

6. ทักษะการนับ (Counting)แนวคิดเกี่ยวกับการนับจำนวน ได้แก่ การนับปากเปล่า บอกขนาดของกลุ่มที่มีขนาดเท่ากันโดยไม่ต้องนับ นับโดยใช้ลำดับที่นับจำนวนเพิ่มขึ้น นับเพื่อรู้จำนวนที่มีอยู่ การจดตัวเลข การนับและเข้าใจความหมายของจำนวน การใช้สัญลักษณ์แทนจำนวน ในเด็กปฐมวัยชอบการนับแบบท่องจำโดยไม่เข้าใจความหมาย การนับแบบท่องจำนี้จะมีความหมายต่อเมื่อเชื่อมโยงกับจุดประสงค์บางอย่าง เช่น การนับจำนวนเพื่อนในห้องเรียน นับขนมที่อยู่ในมือ แต่การนับของเด็กอาจสับสนได้หากมีการจัดเรียงสิ่งของเสียใหม่ เมื่อเด็กเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์(จำนวน)แล้วเด็กปฐมวัยจึงจะสามารถเข้าใจเรื่องการนับจำนวนอย่างมีความหมาย

7. ทักษะเกี่ยวกับเรื่องรูปทรงและขนาด (Sharp and Size)เรื่องขนาดและรูปทรงจะเกิดขึ้นกับเด็กโดยง่าย ทั้งนี้เนื่องจากเด็กคุ้นเคยจากการเล่น การจับต้องสิ่งของ ของเล่น หรือวัตถุรูปทรงต่าง ๆ อยู่เสมอในแต่ละวัน เราจึงมักจะได้ยินเด็กพูดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรูปทรงหรือขนาดอยู่เสมอ ครูสามารถทดสอบว่าเด็กรู้จักรูปทรงหรือไม่ได้โดยการให้เด็กหยิบ/เลือก สิ่งของตามคำบอก เมื่อเด็กรูปจักรูปทรงพื้นฐานแล้วครูสามารถสอนให้เด็กรู้จักรูปทรงที่ยากขึ้นได้

ทักษะพื้นฐานในการคิดคำนวณ สำหรับเด็กปฐมวัยอาจแบ่งได้ 3 ทักษะ
1. ทักษะในการจัดหมู่
2. ทักษะในการรวมหมู่(การเพิ่ม)
3. ทักษะในการแยกหมู่(การลด)

6 กิจกรรมหลัก
1. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะ ซึ่งจังหวะและดนตรีที่ใช้ประกอบได้แก่ เสียงตบมือ เสียงเพลง เสียงเคาะไม้ เคาะเหล็ก
1.การเคลื่อนไหวพื้นฐาน
2.การเคลื่อนไหวสัมพันธ์เนื้อหา
3.การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

การเคลื่อนไหวเบื้องต้นสำหรับเด็กปฐมวัย 
1.การเคลื่อนไหวพื้นฐาน 

การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่  
1. การก้มตัว (bending)
2. การเหยียดตัว (stretching)
3. การบิดตัว (twisting)
4. การดึง (pulling)
5. การหมุน (turning)
6. การโยกตัว (rocking)
7. การแกว่ง หรือหมุนเหวี่ยง (swinging)
8. การดัน (pushing)
9. การสั่น (shaking)
10. การโอนเอน (swaying)
11. การตี (striking)

การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ 
1. การเดิน (walking)
2. การวิ่ง (running)
3. กระโดด (jumping)
4. กระโจน (leaping)
5. กระโดดขาเดียว (hopping)
6. ก้าวกระโดด (skip)
7. การควบม้า (gallop)
8. การไถลหรือสไลด์ (sliding)

การเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์
 1. ใช้อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ
2. ใช้อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหวพร้อมกับดนตรี
3. เคลื่อนไหวร่างกายไปในทิศทางต่างๆพร้อมกับอุปกรณ์นำระดับสูงกลางต่ำและอวัยวะส่วนต่างๆ
4. จับคู่เคลื่อนไหวร่างกายพร้อมกับผ้า
5. เคลื่อนไหวร่างกายประกอบกระดาษ
6. เคลื่อนไหวกลุ่มประกอบเชือก
7. ยืนเป็นวงกลม วางอุปกรณ์ไว้กลางวงแล้วเคลื่อนที่ไปรอบๆ

2.การเคลื่อนสัมพันธ์เนื้อหา 
1.การเคลื่อนไหวตามคำสั่ง เป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายตามที่ครูออกคำสั่ง เช่น ให้จัดกลุ่มตามจำนวน การทำท่าทางตามคำสั่ง ฯลฯ

2.การเคลื่อนไหวตามข้อตกลง เป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายตามข้อกำหนด เช่น การฝึกความจำ สถานที่ สัญญาณ ท่าทาง เกมการละเล่นต่างๆ ฯลฯ

3.การเคลื่อนไหวแบบผู้นำ ผู้ตาม เป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย ทำท่าทางเป็นผู้นำและให้เพื่อนปฏิบัติตาม สลับหมุนเปลี่ยนกันไป

4.การเคลื่อนไหวท่าทางตามจินตนาการ เป็นการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวที่ให้เด็กแสดงท่าทางตามความคิดจินตนาการโดยฟังคำบรรยายเรื่องราว เพลง ทำนอง โดยทำท่าทางจินตนาการประกอบอุปกรณ์ เช่น ริบบิ้น เชือก ฯลฯ

5.การเคลื่อนไหวประกอบเพลงหรือคำคล้องจอง เป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายหรือบริหารร่างกายอย่างอิสระประกอบเพลงหรือคำคล้องจอง

2. กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ การวาดภาพระบายสี การปั้น การพิมพ์ภาพ การพับ ตัด ฉีก ปะ และประดิษฐุ์เศษวัสดุ ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ การรับรู้เกี่ยวกับความงามและส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตามความรู้สึกและความสามารถของตนเอง

3. กิจกรรมเสรี เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เล่นกับสื่อและเครื่องเล่นอย่างอิสระในมุมการเล่นกิจกรรมการเล่นแต่ละประเภทสนองตอบความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก

4. กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ฟัง พูด สังเกต คิด และปฏิบัติการทดลอง ให้เกิดความคิดรวบยอดและเพิ่มพูนทักษะต่าง ๆ ด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การสนทนา ซักถามหรืออภิปราย สังเกต ทัศนศึกษา และปฏิบัติการทดลองตามกระบวนการเรียนรู้

5. กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ออกนอกห้องเรียนไปสู่สนามเด็กเล่นทั้งที่บริเวณกลางแจ้งและในร่มเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดเอาความสนใจ และความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็นหลัก

6. กิจกรรมเกมการศึกษา เป็นกิจกรรมการเล่นที่มีกระบวนการในการเล่นตามชนิดของเกมประเภท
ต่างๆเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียน

Application (การประยุกต์ใช้)
         สามารถนำเอาความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการจัดรูปแบบแนวการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับผู้เรียนเป็นหลักและใช้หลักการทฤษฎีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีแนวการสอนที่ไม่เหมือนกัน เราจึงสามารถดึงเอาความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ได้จริง
Evaluation (การประเมิน)
  • Self (ตนเอง)   ตั้งใจเรียน จดบันทึกตามที่อาจารย์สอน และตอบคำถาม
  • Friends (เพื่อน)   เพื่อนให้ความร่วมมือตอบคำถาม มีคุยบ้างเล็กน้อย
  • Teacher (อาจารย์)   ตรงต่อเวลา เมื่อไม่เข้าใจอาจารย์จะอธิบายเพิ่ม พร้อมยกตัวอย่างประกอบ


บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 9
วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561
เวลา 11.30 - 14.30 น. 
________________________________

Knowledge (ความรู้)
- สอนเคลื่อนไหวและจังหวะหน่วยต่างๆ
1.หน่วยตัวเรา
2.หน่วยผีเสื้อแสนสวย
3.หน่วยของเล่นของใช้
4.หน่วยฝนจ๋า
5.หน่วยน้ำ
6.หน่วนยานพาหนะ
7.หน่วยไข่




คำชี้แนะจากอาจารย์
  1. การเคลื่อนไหวพื้นฐานสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การเดิน การเขย่ง การกระโดด การสไลด์ และเราสามารถนำรูปแบบการเคลื่อนไหวต่างๆมาผลิกแผลงให้มีความหลากหลายได้อีกด้วย เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกเบื่อ เช่น การเดิน วันจันทร์ อาจเดินแบบปกติ วันอังคาร เดินด้วยปลายเท้า วันพุธ เดินด้วยส้นเท้า วันพฤหัสบดี เดินตะแคงเท้า วันศุกร เดินอิสระตามรูปแบบที่เด็กๆชอบ เป็นตัน
  2. จังหวะการเคาะต้องเคาะให้มีจังหวะที่ชัดเจน ก่อนที่จะสอนเด็กจังหวะช้าหรือเร็ว ควรให้เด็กรู้จักจังหวะปกติก่อน
  3. การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งแบบกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย หรือการใช้เพลงให้เด็กได้จับกลุ่มและร่วมกันผ่อนคลายกล้ามเนื้อ    
คำศัพท์ (Vocabuiary)
Knock - การเคาะ
Rhythm - จังหวะ
Stop - หยุด
Tiptoe - เขย่ง
Group - กลุ่ม 
Relax - ผ่อนคลาย

Application (การประยุกต์ใช้)
     สามารถนำเอาความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการจัดรูปแบบแนวการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับผู้เรียนเป็นหลักและใช้หลักการทฤษฎีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีแนวการสอนที่ไม่เหมือนกัน เราจึงสามารถดึงเอาความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ได้จริง

Evaluation (การประเมิน)
  • Self (ตนเอง) ตั้งใจเรียน จดบันทึกตามที่อาจารย์สอน และตอบคำถาม
  • Friends (เพื่อน)เพื่อนให้ความร่วมมือตอบคำถามมีคุยบ้างเล็กน้อย
  • Teacher (อาจารย์) ตรงต่อเวลา เมื่อไม่เข้าใจอาจารย์จะอธิบายเพิ่ม พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 7
วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
เวลา 11.30 - 14.30 น. 
________________________________


*** หมายเหตุ สัปดาห์สอบกลางภาค


วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 4
วันจันทร์ที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
เวลา 11.30 - 14.30 น. 
________________________________

Knowledge (ความรู้)
  • ได้นำเสนองานตามที่ได้รับมอบหมายต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ตามหัวข้อต่อไปนี้
- กลุ่มที่ 1 เรื่องการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori)
  • เป็นการจัดสภาพสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้เหมือนบ้าน ครูเป็นผู้ให้การสนับสนุน ให้เสรีภาพแก่เด็ก ให้คำปรึกษาและกระตุ้นให้เด็กคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง ให้ใช้จิตใจซึมซับสิ่งแวดล้อม โดยครูคำนึง ถึงความสนใจ ความต้องการและความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ของเด็กและยึดหลักความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย การจัดการสอนแบบมอนเตสซอรี่จะคำนึงถึงเด็กเป็นสำคัญ
  • ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระ 
  • หลักสูตรของมอนเตสซอรี่สำหรับเด็กวัย 3-6 ขวบ ครอบคลุมการศึกษา 3 ด้านคือ
  1. ด้านทักษะกลไก (Motor Education) 
  2. ด้านประสาทสัมผัส (Education of the Senses) 
  3. ด้านการเขียนและคณิตศาสตร์ (Preparation For Writing and Arithmetic)

  • การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่เกิดจากแนวคิดของมาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) แพทย์หญิงชาวอิตาลีที่มีความเชื่อว่า “การให้การศึกษากับเด็กในวัยเริ่มต้น ไม่ใช่การนำความรู้ไปบอกเด็ก แต่ควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามความต้องการทางธรรม ชาติของเขา” 
  • วิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี่ กิจกรรมถือเป็นส่วนสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่ดำเดินไปในโรงเรียน มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กเล็กควรจะเรียนด้วยร่างกายทั้งหมดโดยเน้นทางด้านการฝึกฝนทางประสาทสัมผัส กิจกรรม หรืองานที่เด็กทำจะต้องมีความหมาย
  • ในการทำงาน ครูจะต้องคอยสังเกตว่าเด็กพร้อมที่จะเรียนอุปกรณ์ในขั้นต่อไปหรือยังตามลำดับยากง่าย หรือตามที่นกเรียนร้องขอ การแสดงอุปกรณ์มี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ 
ขั้นที่ 1 เชื่อมโยงการรับรู้ทางประสาทสัมผัสกับชื่อ …. " นี่คือ แขนงไม้ " 
ขั้นที่ 2 รู้จักชื่อของสิ่งของ … " หยิบแขนงไม้มาให้ครูซิ " 
ขั้นที่ 3 จำชื่อได้สอดคล้องกับอุปกรณ์ … " นี่คือ อะไร "



**คลิกที่นี้ การจัดการเรียนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori)**

- กลุ่มที่ 2 เรื่องภาษาธรรมชาติ



  • การสอนภาษาแบบธรรมชาติ เป็นการจัดประสบการณ์ให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาจากสิ่งที่มีความหมายในชีวิตประจำวัน โดยการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ภาษาในการสื่อสาร 
  • เน้นให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง เช่น การถามตอบง่ายๆ การเล่านิทาน การช่วยกันแต่งนิทาน การแสดงบทบาทสมมติ เป็นต้น โดยมีครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาให้เด็กพัฒนาทักษะทางภาษาทั้งในด้าน การฟัง พูด อ่าน และเขียน กระตุ้นให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครูในบรรยากาศที่อบอุ่น 
  • ภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach) เกิดจากหลักการและแนวคิดของนักการศึกษา นักวิจัยทางภาษาที่มีชื่อเสียง คือ Jean Piaget ผู้เชื่อว่า การที่เด็กได้เคลื่อนไหวสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัวจะเป็นการคิดสร้างความรู้ขึ้นภายในตนหรือเด็กเป็นผู้กระทำ (Active) มิใช่การรับเข้าไปเฉยๆ (Passive) การเรียนรู้ของเด็กเกิดจากอิทธิพลของสังคมและผู้อื่น จึงเน้นให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่

**คลิกที่นี้ การจัดการเรียนแบบภาษาธรรมชาติ**

- กลุ่มที่ 3 เรื่องการจัดทำสารนิทัศน์ในระดับปฐมวัย

  • เพื่อเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย
  • สารนิทัศน์ประเภททที่ 1 การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach) สามารถให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได้จากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครู เด็กกับเด็ก การบันทึกของครู การบรรยายของพ่อแม่ผู้ปกครองในรูปแบบหนังสือหรือจดหมาย แม้กระทั่งการจัดแสดงบรรยายสรุปให้เห็นภาพการเรียนรู้ทั้งหมด
  • สารนิทัศน์ประเภททที่ 2 การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น
  • สารนิทัศน์ประเภททที่ 3 แฟ้มสะสมผลงาน(Portfolio)สำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม มีการใช้แถบบันทึก เสียง แถบบันทึกภาพแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทำ เป็นต้น
  • สารนิทัศน์ประเภททที่ 4 ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก ครูที่ชำนาญจะนำผลงานของเด็กมาใช้ดูพัฒนาการและกระบวนการทำงานของเด็ก ครูส่วนใหญ่มักจะเก็บผลงานการเขียนและผล งานศิลปะ อย่างไรก็ตามครูควรเก็บผลงานหลากหลายประเภทของเด็ก เช่น ภาพเขียน การร่วมระดมความคิดและเขียนออกมาในลักษณะใยแมงมุม การแสดงออกทางดนตรี การก่อสร้างในรูปแบบต่างๆ ตัวอย่างภาษาพูด เป็นต้น
  • สารนิทัศน์ประเภททที่ 5 การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบบันทึกภาพ

  - กลุ่มที่ 4 เรื่องแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)

  • การเก็บรวบรวมผลงานของเด็ก การแสดงความก้าวหน้า ผลสัมฤทธิ์ของเด็กในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆ ด้าน เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกชิ้นงาน โดยมีบรรทัดฐานหรือเหตุผลของการเลือกผลงานแต่ละชิ้น เกณฑ์ในการประเมินชิ้นงาน การบันทึกผลการสะท้อนผลงานโดยตัวของเด็ก
  • การประเมินผลเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับการจัดการศึกษาและการดูแลเด็กปฐมวัย Portfolio เป็นการประเมินผลวิธีหนึ่งที่เป็นที่สนใจในกระบวนการประเมินผลในปัจจุบัน ในลัษณะรูปแบบภาพถ่ายในการทำกิจกรรมชิ้นงาน

- กลุ่มที่ 5 เรื่องวอลดอร์ฟ ( Waldorf Method)

  • เน้นการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นธรรมชาติหรือการดำรงชีวิตการปฎิบัติตามปรัชญาบนพื้นฐานธรรมชาติ
  • การจัดห้องอนุบาล มีลักษณะเป็น “อนุบาลแบบบ้าน” โดยมีครูเสมือนแม่ การจัดสภาพแวดล้อมภายในเช่นเดียวกับบ้านหนึ่งหลังที่มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งห้องครัว ห้องนอน ห้องนั่งเล่น จัดให้มีความสวยงามและเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิต ประจำวัน โดยครูจะนำทักษะด้านศิลปะมาจัดห้องเรียนให้อบอุ่นน่าอยู่ รวมทั้งอุปกรณ์และของเล่นเด็กก็มาจากวัสดุในธรรมชาติด้วย
  • เด็กเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ โดยมีครูทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง (Imitation) การงานในชีวิตประจำวัน การเล่นอย่างอิสระโดยไม่แทรกแซง (Free play) เสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ (Imagination) เด็กจะได้เล่นอย่างเสรี ด้วยวัตถุที่มาจากธรรมชาติ ทั้งเล่นในห้องเรียนและ เล่นกลางแจ้ง
  • บทบาทครู ( 3 R ) ได้แก่
  1. การทำซ้ำ (Repetition) เพื่อให้เกิดมั่นคง ครูควรทำกิจกรรมการเรียนการสอนและงานบ้านต่างๆอย่างสม่ำเสมอ 
  2. การทำซ้ำจังหวะ (Rhythm) เพื่อให้สิ่งแวดล้อมมีบรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลาย เหมาะสมกับธรรมชาติของวัยเด็ก ครูควรจัดตารางประจำวัน ตารางกิจกรรมในสัปดาห์ และเทศกาลประจำปี ให้สอดคล้องกับจังหวะที่ราบรื่นแบบลมหายใจเข้าและออก ให้ตารางของช่วงนั้นๆเหมาะสมลื่นไหล ไม่อัดแน่นหรือติดขัด หรือเรียกว่า การรักษาจังหวะ หรือ ความรู้สึกแบบท่วงทำนอง
  3. เคารพ (Reverence) ด้วยความตระหนักรู้ที่ว่า “มนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ” ทำให้เราอยู่ในโลกด้วยความรู้สึกกตัญญูและเคารพต่อธรรมชาติ ทั้งยังเคารพต่อศักยภาพของความเป็นมนุษย์

**คลิกที่นี้ การจัดการเรียนแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf Method)**

- กลุ่มที่ 6 เรื่องไฮสโคป (High Scope)


  • เป็นการสอนที่เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น โดยการให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่าง ๆ อย่างอิสระ ซึ่งตรงตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Theory) ของเปียเจต์ (Piaget) นักการศึกษาที่สำคัญคนหนึ่งของโลก ความสำคัญในด้านพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียน จะเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning) เพราะเด็กจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงทำให้เกิดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ และรู้จักลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเอง
  • แนวการสอนแบบไฮสโคป (High Scope)ใช้หลักปฏิบัติ 3 ประการ คือ 
  1. การวางแผน (Plan) เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติ หรือการดำเนินงานตามงานที่ได้รับมอบหมายหรือสิ่งที่สนใจด้วยการสนทนาร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก ว่าจะทำอะไร อย่างไร การวางแผนกิจกรรมนี้เด็กอาจแสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กหรือบอกให้ครูบันทึก เป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือกและตัดสินใจ 
  2.  การปฏิบัติ (Do) คือ การลงมือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา ตัดสินใจ และทำงานด้วยตนเอง หรือร่วมกับเพื่อนอย่างอิสระตามเวลาที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือในจังหวะที่เหมาะสม เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูง 
  3.  การทบทวน (Review) เด็ก ๆ จะเล่าถึงผลงานที่ตนเองได้ลงมือทำเพื่อทบทวนว่าตนเองนั้นได้ปฏิบัติงานตามแผนที่ได้วางไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การทบทวนจุดประสงค์ที่แท้จริงคือ ต้องการให้เด็กได้เชื่อมโยงแผนการปฏิบัติงานกับผลงานที่ทำ รวมถึงการเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ลงมือทำด้วยตนเอง


***คลิกที่นี้ การจัดการเรียนแบบไฮสโคป (High Scope)***

คำศัพท์ (VOCAB)
  1. Plan = การวางแผน 
  2. Do = การปฏิบัติ 
  3. Review = การทบทวน 
  4. Reverence = เคารพ 
  5. Rhythm = การทำซ้ำจังหวะ 
  6. Repetition = การทำซ้ำ 
  7. Free play = การเล่นแบบอิสระ 
  8. Imitation = การเลียนแบบ 
  9. Imagination = จิตนาการ 
  10. Portfolio = แฟ้มสะสมผลงาน
Application (การประยุกต์ใช้)
     สามารถนำเอาความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการจัดรูปแบบแนวการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับผู้เรียนเป็นหลักและใช้หลักการทฤษฎีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีแนวการสอนที่ไม่เหมือนกัน เราจึงสามารถดึงเอาความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ได้จริง

Evaluation (การประเมิน)
  • Self (ตนเอง)   ตั้งใจเรียน จดบันทึกตามที่อาจารย์สอน และตอบคำถาม
  • Friends (เพื่อน)   เพื่อนให้ความร่วมมือตอบคำถาม มีคุยบ้างเล็น้อย
  • Teacher (อาจารย์)   ตรงต่อเวลา เมื่อไม่เข้าใจอาจารย์จะอธิบายเพิ่ม พร้อมยกตัวอย่างประกอบ



วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 3
วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561 
เวลา 11.30 - 14.30 น.
_________________________________

Knowledge (ความรู้)
  • ทบทวนเนื้อหาที่เรียนจากสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนเรียนบทใหม่ 
- เรื่องพัฒนาการ
- เรื่องการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
- เรื่องความสนใจและความต้องการของเด็กปฐมวัย
- เรื่องการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
- เรื่องการสอนแบบโครงการ

  • อาจารย์ให้แบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ให้สมาชิกในกลุ่มช่วยระดมความคิดสมาชิกในกลุ่ก กว่าเราจะเลือกสอนหน่วยอะไรดี พร้อมเขียน Mind Mapping สร้างองค์ความรู้ก่อนที่จะลงมือทำแผนการสอน


กลุ่มที่ 1 หน่วยผีเสื้อแสนสวย (หน่วยดิฉัน)



  • อาจารย์ได้แนะนำการทำ Mind Mapping ที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยเริ่มจาการวางแผนเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ได้เนื้อหาที่ครบถ้วน ถูกหลักองค์ประกอบต่างๆ และดูสวยงาม
กลุ่มที่ 2 หน่วยยานพาหนะ


กลุ่มที่ 3 หน่วยตัวเรา


กลุ่มที่ 4 หน่วยฝนจ๋า


กลุ่มที่ 5 หน่วยแหล่งน้ำ


กลุ่มที่ 6 หน่วยของใช้


คำศัพท์ (VOCAB)
  1. Transportation = ยานพาหนะ 
  2. Butterfly = ผีเสื้อ
  3. Rain = ฝน
  4. Water resource = แหล่งน้ำ
  5. Toy = ของเล่น
  6. Benefit = ประโยชน์
  7. Element = องค์ประอบ
  8. Planing = วางแผน
Application (การประยุกต์ใช้)
     สามารถนำเอาความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการเขียนแผนการสอนในแต่ละหน่วย ให้เห็นชัดขึ้นว่าในแต่ละวัน/สัปดาห์ เด็กจะต้องได้รับความรู้อะไรบ้าง เพื่อที่เด็จะได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Evaluation (การประเมิน)
  • Self (ตนเอง)   ตั้งใจเรียน จดบันทึกเนื้อหาเพิ่มเติมที่ไม่เข้าใจ
  • Friends (เพื่อน) เพื่อนให้ความร่วมมือ เขียนลามมือสวยงาม
  • Teacher (อาจารย์) มีการเตรียมการเรียนการสอนมาเป็นอย่างดี และยกตัวอย่างให้เข้าใจมากขึ้น






บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 17 วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม 2561 เวลา 13.00 น.- 17.30 น.   ชดเชยของวันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2561 เวลา 11.30-14.30 ...